นโยบายการป้องปรามและ ปราบปรามซอฟท์แวร์ ละเมิดลิขสิทธิ์ ปี 2557-2558

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังดำเนินการ ปราบปรามซอฟท์แวร์ ละเมิดลิขสิทธิ์ สอดรับกับภารกิจของรัฐบาลที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย ในปีที่ผ่านๆ มา การปราบปรามเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจการผลิตและก่อสร้าง แต่ในครั้งนี้จะพุ่งเป้าไปยังองค์กรทั้งหมดในทุกกลุ่มธุรกิจที่พบเบาะแสข้อมูลใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามสัญญาโดยจะรวบรวมจำนวนธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และเล็กผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายและร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ใช้ซอฟต์แวร์ เช่นกัน

นโยบายการป้องปรามและ ปราบปรามซอฟท์แวร์ ละเมิดลิขสิทธิ์ ปี 2557-2558

นโยบายการป้องปรามและ ปราบปรามซอฟท์แวร์ ละเมิดลิขสิทธิ์ ปี 2557-2558

นับตั้งแต่ต้นปี มีบริษัทมากกว่า 40 แห่งทั้งในกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และราชบุรี ที่ถูกเข้าตรวจค้นและจับกุมในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ “ผู้บริหารระดับสูงและผู้เกี่ยวข้องฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรเหล่านี้ บ่อยครั้งที่ไม่รู้ว่าองค์กรธุรกิจของตนกำลังทำผิดกฎหมาย แต่ความไม่รู้ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวได้ และองค์กรธุรกิจเหล่านี้กำลังเป็นเป้าหมายของการปราบปรามจากการกระทำผิด และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทและองค์กรนี้ต้องร่วมรับผิดชอบและต้องไม่ให้เกิดการลักทรัพย์ที่วางอยู่บนชั้นวางสินค้าในร้านค้าแต่กลับยอมให้มีการลักทรัพย์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญามูลค่าหลายล้านบาทของผู้อื่นโดยปล่อยให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามสัญญาภายในองค์กร” พ.ต.อ.สรรักษ์ จูสนิท รอง ผบก.ปอศ. รักษาราชการแทน ผบก.ปอศ. กล่าว

การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก ประกอบกับรายงานของไอดีซีที่ว่าโอกาสที่ผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจจะเผชิญกับภัยมัลแวร์เมื่อใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามสัญญามีสูงถึงร้อยละ 33 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราวร้อยละ 25 ของการโจมตีทางไซเบอร์ทุกรูปแบบ มุ่งไปที่องค์กรธุรกิจในภาคการผลิตซึ่งเป็นฐานการผลิตของธุรกิจขนาดใหญ่

การรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยเพราะอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับการใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เช่นกันองค์กรเหล่านี้ใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายกำลังเสี่ยงที่จะเผชิญกับอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ การถูกหลอก และการถูกโจรกรรมข้อมูล ข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในความเสี่ยง และส่งผลไปยังเยาวชนอาจได้รับผลกระทบ เช่น ไปเล่นเกมในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่เกมออนไลน์ส่วนใหญ่ต้องใช้บัตรเครดิตเพื่อชำระเงิน ก็ตกเป็นเหยื่อของพวกแฮกเกอร์ ขโมยรหัสผ่านบัตรเครดิตของเยาวชนเหล่านี้และนำเงินไปใช้ เพราะแฮกเกอร์เหล่านี้สามารถเจาะเข้ามาในระบบได้โดยอาศัยมัลแวร์ที่ติดมากับการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย กรณีตัวอย่างของอาชญากรรมไซเบอร์ คือองค์กรบริษัทในประเทศไทยหลายแห่งถูกเจาะเข้าระบบการเงินและบัญชี โดยอาชญากรไซเบอร์ได้สร้างใบเรียกเก็บเงินฉบับปลอมที่มีความคล้ายคลึงกับใบเรียกเก็บเงินจากคู่ค้าขึ้นมา และได้ขโมยเงินของผู้ผลิตไทยโดยวิธีดังกล่าวนี้มานับครั้งไม่ถ้วน นอกจากนี้อาชญากรไซเบอร์ได้มีการแฮกฐานข้อมูลเพื่อเข้าถึงข้อมูลทางการเงินและข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน

ธนาคารและสถาบันทางการเงินหลายๆ แห่งได้มีการแจ้งเตือนลูกค้าไม่ให้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์เถื่อนในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการปฎิบัตินี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและทุกคนควรปฎิบัติตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ปอศ. ใคร่ขอความร่วมมือจากทั้งภาคธุรกิจและบุคคลทั่วไปให้ใช้แต่ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมายและปลอดภัยในการดำเนินธุรกิจ ทำธุรกรรมทางการเงินและอื่นๆ ที่ผ่านช่องทางออนไลน์

“องค์กรธุรกิจที่ใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามสัญญา เป็นสาเหตุทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยตกอยู่ในความเสี่ยงและกำลังคุกคามระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยที่รัฐบาลกำลังสร้างขึ้น เพราะการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ถือเป็นการโจรกรรมแบบหนึ่ง ที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการเติบโตของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล” พ.ต.อ.สรรักษ์ กล่าว

จากสถิติองค์กรธุรกิจที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ จำนวน 197 บริษัท มีรายรับเฉลี่ยต่อปี มูลค่ากว่า 211 ล้านบาท/บริษัท ในขณะที่มูลค่าซอฟต์แวร์ซึ่งถูกละเมิดลิขสิทธิ มีมูลค่าเฉลี่ยเพียง 2.31 ล้านบาท/บริษัท การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นชาวต่างชาติเท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทซอฟต์แวร์ของคนไทยและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

พ.ต.อ.สรรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทซอฟต์แวร์ของคนไทยได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน เช่นในกลุ่มซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์กันมาก ตัวอย่างเช่น พบว่ามีซอฟต์แวร์พจนานุกรมไทยของบริษัทไทยซอฟท์แวร์เอ็นเตอร์ไพรส์ติดอยู่ด้วยกรณีนี้ยังส่งผลต่อไปถึงอนาคตของเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย”

การลดปริมาณซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ในปีพ.ศ. 2557 ในปี 2557 ตำรวจ ปอศ. ยังมีนโนบายเข้าตรวจค้นและจับกุมองค์กรธุรกิจที่ใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามสัญญา แม้ว่าจำนวนเรื่องที่อยู่ในระหว่างการสืบสวนจะลดลงจากปีก่อนราวร้อยละ 10 เนื่องจากวิกฤติทางการเมืองก็ตาม ปีที่แล้ว รายได้โดยเฉลี่ยต่อปีขององค์กรธุรกิจที่ถูกเข้าตรวจค้นและจับกุม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ปอศ. ฐานใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามสัญญา อยู่ที่ 211 ล้านบาทต่อปีแสดงให้เห็นว่าแม้แต่บริษัทขนาดใหญ่ยังละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์โดยไม่ให้ความสำคัญกับกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย ในปีพ.ศ. 2557 มีองค์กรธุรกิจทั้งหมด197 แห่งถูกเข้าตรวจค้นและจับกุม และมีมูลค่าการละเมิดรวมทั้งสิ้นประมาณ 456 ล้านบาท

ในปีพ.ศ. 2557 องค์กรธุรกิจที่ถูกเข้าตรวจค้นและจับกุมมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวไทยร้อยละ 76 ชาวญี่ปุ่นร้อยละ 1.5 ชาวมาเลเซียร้อยละ 1.5 ชาวอเมริกันร้อยละ 1 ชาวออสเตรเลียร้อยละ 0.5 ชาวจีนร้อยละ 0.5 ชาวเดนมาร์กร้อยละ 0.5 และอื่น (บริษัทร่วมทุน) ร้อยละ 18.5 โดยประเภทของอุตสาหกรรมมีตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรมร้อยละ 44 ก่อสร้างและออกแบบร้อยละ 19 ตัวแทนจำหน่ายและธุรกิจค้าส่งร้อยละ 10 วิศวกรรมร้อยละ 6 อสังหาริมทรัพย์ร้อยละ 4 เครื่องจักรกลร้อยละ 3 และอื่นๆ ร้อยละ 14

“นักพัฒนาและผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ของประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต และการปกป้องพวกเขาจากการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ จะสร้างงานให้เพิ่มมากขึ้น สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และยกระดับชื่อเสียงของประเทศไทยในเรื่องความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”

รัฐบาลกำลังทำงานเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมุ่งมั่น โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐาน (Hard Infrastructure) โครงสร้างความมั่นคงปลอดภัย (Soft Infrastructure) โครงสร้างพื้นฐานด้านบริการ (Service Infrastructure) การส่งเสริมการขับเคลื่อนศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Economy Promotion) และการสร้างสังคมที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลโนยีดิจิทัล (Digital Society and Knowledge)

“พื้นฐานสำคัญอีกอันหนึ่งที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลประสบความสำเร็จ คือองค์กรธุรกิจไทยต้องเคารพลิขสิทธิ์และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ผลสำรวจของไอดีซีระบุว่า ในประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 71 ของซอฟต์แวร์ที่ถูกดาวน์โหลดในเครื่องพีซีในประเทศไทย คือ ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามสัญญาเราจะปล่อยให้สถานการณ์การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้” พ.ต.อ.สรรักษ์ กล่าว “ทุกๆ บริษัทหรือบุคคลที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์อยู่ กำลังก่ออาชญากรรมภายใต้กฎหมายไทยและตำรวจ ปอศ. มีหน้าที่ต้องปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว”

บราเดอร์จัดงานมินิมาราธอน กิจกรรมครั้งนี้ใช้ชื่องานว่า Brother Run and Share

เมื่อเร็วๆนี้ ทีมผู้บริหาร บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายโทโมยูกิ ฟูจิโมโต กรรมการผู้จัดการ ร่วมกับบริษัทคู่ค้า คือ บริษัท เดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด, บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) และบริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดวิ่งมินิมาราธอน ในกิจกรรม “ Brother Run and Share  … บราเดอร์ วิ่งฝันปันน้ำใจเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง” ภายใต้โครงการ “The Golden Ring Project” โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อนำรายได้สมทบทุนช่วยเหลือการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผ่านทาง มูลนิธิสายธารแห่งความหวัง (Wishing Well Foundation) เพื่อร่วมส่งเสริมให้คนไทยหันมาออกกำลังกาย มีสุขภาพที่แข็งแรงและใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนปณิธานของบราเดอร์ที่ยึดถือมาอย่างต่อเนื่อง “at your side” โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ สะพานพระราม 8 เส้นทางสะพานพระราม 8 – ถนนลอยฟ้าคู่ขนานบรมราชชนนี

บราเดอร์จัดงานมินิมาราธอน กิจกรรมครั้งนี้ใช้ชื่องานว่า Brother Run and Share

บราเดอร์จัดงานมินิมาราธอน กิจกรรมครั้งนี้ใช้ชื่องานว่า Brother Run and Share

สำหรับบรรยากาศภายในงานนี้มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลาม โดยการวิ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ มินิมาราธอน ระยะทาง 10.5 กม. และ ฟันรัน วิ่งระยะสั้น ระยะทาง 3 กม. ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งทุกท่านจะได้รับเสื้อและเหรียญรางวัลเป็นของที่ระลึก เห็นแล้วก็รู้สึกปลื้มปริ่มใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักวิ่งไปรวมตัวกัน ณ บริเวณจุดปล่อยตัว แม้ผู้คนจะดูเนืองแน่นคึกคักแต่ก็สร้างบรรยากาศให้เป็นไปด้วยความตื่นเต้น สนุกสนาน ต่อเมื่อกิจกรรมการวิ่งสิ้นสุดลง ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ซึ่งทำเวลาดีที่สุด อยู่ในการวิ่งประเภท มินิมาราธอน ระยะทาง 10.5 กม. ในรุ่นอายุ 30-39 ปี ทั้งชายและหญิง ได้แก่ นายอุ้มยศ กิจอุดม ทำเวลาได้ 37.34 นาที และ นางสาว วันเพ็ญ สุดรักษ์ ทำเวลาได้ 45.00 นาที ส่วนนักวิ่งคนอื่นๆ ในรุ่นต่างๆ แม้จะไม่ได้เข้าเส้นชัยกับเวลาดีที่สุด แต่นักวิ่งทุกคนล้วนมี “ความสุข” ที่ได้มาออกกำลังกายพร้อมทำกุศลร่วมกันในกิจกรรมมินิมาราธอน “วิ่งฝัน ปันน้ำใจเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง” ในครั้งนี้