Grab จับมือ Lyft ให้บริการนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แกร็บ (Grab) แพลทฟอร์มด้านบริการขนส่งชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศผนึกกำลังการให้บริการ กับ ลิฟท์ (Lyft) แอพพลิเคชั่นด้านการขนส่งที่ให้บริการในกว่า 200 เมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา Grab จับมือ Lyft เดินหน้าข้อตกลงความร่วมมือการให้บริการโดยสารระดับโลก โดยขณะนี้ ลูกค้า แกร็บ สามารถเรียกใช้บริการโดยสาร ลิฟท์ (Lyft) และ ลิฟท์ พลัส (Lyft Plus) ผ่านแอพพลิเคชั่น แกร็บ เอง ในกว่า 200 เมืองของประเทศสหรัฐอเมริการวมทั้ง ซานฟรานซิสโก, ลอสแองเจลิส และนิวยอร์ก และในทางกลับกัน ลูกค้าลิฟท์ (Lyft) ก็สามารถเรียกใช้บริการ แกร็บ คาร์ (GrabCar) และ แกร็บ แท็กซี่ (GrabTaxi) ผ่านแอพพลิเคชั่น ลิฟท์ (Lyft) ของตนเอง เมื่อเดินทางอยู่ใน 30 เมือง ใน 6 ประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แกร็บให้บริการเช่นกัน

Grab จับมือ Lyft ให้บริการนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Grab จับมือ Lyft ให้บริการนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“แกร็บ (Grab) พร้อมมอบอิสรภาพการเลือกใช้บริการที่ยืดหยุ่นและความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า รวมถึงประสบการณ์ในการเดินทางที่ราบรื่นแม้อยู่ในต่างประเทศ เนื่องจากเราต้องการนำเสนอบริการที่ดียิ่งไปกว่าสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังไว้” ฮุย หลิง ตัน ผู้ร่วมก่อตั้ง แกร็บ (Grab) กล่าว “ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นตลาดท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในระดับสูง ดังนั้น ขณะที่เราต้อนรับนักเดินทางและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสบริการโดยสารแท็กซี่และรถยนต์ในภูมิภาคของเรา เราก็มองหาโอกาสที่จะนำเสนอบริการโดยสารที่ราบรื่นในต่างประเทศ ผ่านการผสานจุดแข็งและประสบการณ์ที่มีอยู่ร่วมกับพันธมิตรใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน”
ภายใต้การผสานการทำงานของ แกร็บ (Grab) และ ลิฟท์ (Lyft) ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้บริการโดยสารผ่านแอพลิเคชั่นที่มีด้วยภาษาของประเทศตนเองได้ รวมทั้งสามารถจ่ายค่าบริการผ่านบัตรเครดิตและช่องทางการชำระเงินอื่นๆ อาทิ เพย์พาล, วอลเล็ต (PayPal ,Wallet) เพื่อสัมผัสการเดินทางที่ราบรื่นแบบไม่ต้องกังวลในเรื่องสกุลเงิน ภาษา หรือแม้แต่การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นใหม่ หรือเปิดบัญชีชำระเงินใหม่
การผสานบริการแบบสองทางระหว่าง แกร็บ (Grab) และ ลิฟท์ (Lyft) ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของการจับคู่ผสานบริการแบบสองทางที่เริ่มเปิดให้บริการ ภายหลังจากที่ ตีติ ชูซิ่ง (Didi Chuxing) ผู้ให้บริการแอพโดยสารในจีน, แกร็บ (Grab) จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ลิฟท์ (Lyft) จากสหรัฐอเมริกา และ โอล่า (Ola) จากอินเดีย ประกาศความร่วมมือให้บริการโดยสารระดับโลกเมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการต่างๆ เหล่านี้สามารถให้บริการลูกค้าครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงนักเดินทางจากประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐอเมริกา และอินเดีย ที่มีจำนวนรวมกันหลายล้านคนต่อปี

วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในการทำงานที่ควรทราบ

ในการทำงาน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัญหาที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ครั้ง ก็เป็นปัญหาที่ทีมงานคาดไม่ถึงมาก่อน ไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพไหนๆ แม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็เถอะ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต้องใช้ไหวพริบ และเป็นการวัดกึ๋นของทีมได้เลยว่า มีการจัดการปัญหาได้ดีเพียงไร จริง ๆ แล้วเรื่องการแก้ไขปัญหาหลายคนอาจคิดว่า มันเป็นทักษะเฉพาะตัวหรือเปล่า ฝึกได้จริง ๆ เหรอ ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ค่ะ ขอเพียงตั้งใจ แล้วทำตาม 6 ข้อด้านล่างนี้ เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาสกิล วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้บ้างไม่มากก็น้อย

วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในการทำงานที่ควรทราบ

วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในการทำงานที่ควรทราบ

1. ดูจากผู้มีประสบการณ์

แน่นอนว่าไม่มีใครทำทุกอย่างเป็นตั้งแต่เกิด เมื่อเริ่มเข้าทำงานแรกยังเป็นหนุ่มสาวหน้าใหม่ไฟแรง มีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับหัวหน้าเก่ง ๆ ก็อย่าลืมรีบเร่งฉกฉวยโอกาสเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ที่ผู้มีประสบการณ์ถ่ายทอดให้ เริ่มแรกถ้ายังไม่มีประสบการณ์ก็เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์นี่แหล่ะดี อาจจะเป็นการเรียนรู้จากหน้างานเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นจริงก็ได้ หรือเกิดจากการสอบถามถึงเคสต่าง ๆ ที่ผู้มีประสบการณ์เคยเจอ เคยผ่านมาให้พี่ ๆ เล่าให้ฟัง เพื่อเตรียมตัวโดยไม่ต้องรอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยไปถาม แล้วเราจำไปใช้ก็ได้เช่นกันค่ะ

2. ทำความเข้าใจกับเรื่องที่ทำให้ถ่องแท้

ฟังจากผู้มีประสบการณ์ก็คงช่วยได้จุดหนึ่ง แต่จะดีมาก ๆ ถ้าเรามีความเข้าใจพื้นฐานต่อเนื้องานที่เรากำลังทำอย่างถ่องแท้ เข้าใจในทุกมุม ความเข้าใจช่วยได้ในหลายส่วนหากมีปัญหาที่ไม่ได้คาดคิดเกิดขึ้น เราจะรู้ทันทีว่าต้องไปตามแก้ที่จุดไหน กับใคร และเราจะสามารถ catch up งานได้ทันว่า โปรเจกต์นี้ดำเนินการไปถึงจุดไหนแล้ว

3. ฝึกวิเคราะห์ปัญหา

การรู้เหตุแห่งปัญหา และผลที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และไม่หลอกตัวเองย่อมทำให้รู้หนทางแห่งการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เมื่อทำงานมาได้ระยะหนึ่ง เริ่มรู้และเข้าใจ flow การทำงานทั้งหมด สิ่งที่สำคัญก็คือต้องฝึกคิดวิเคราะห์แยกแยะปัญหาให้เป็น เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างแม่นยำ

4. ฟังอย่างแตกฉาน

ที่สำคัญไม่แพ้การพูด ก็คือ “การฟัง” หลายคนเข้าใจผิด หลงลืมมองข้ามการฟังที่ดีไป ทำให้ตีความผิดในหลายเรื่องและนำมาซึ่งความไร้ประสิทธิภาพของการแก้ปัญหา เวลาฟัง จงฟังอย่างตั้งใจ และคิดตามไปด้วย อย่าได้ใจลอย คิดไปถึงเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญจับประเด็นให้ได้ ว่าผู้ส่งสารต้องการจะบอกอะไรกับเราบ้าง แล้วเราจะนำมาวางแผนการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี

5. เล่าให้มีประเด็น

สลับกันกับข้อด้านบน เวลาเป็นคนเล่า ก็ต้องเล่าอย่างมีประเด็นด้วย เล่าให้ผู้ฟังเข้าใจว่าเราต้องการจะสื่อสารอะไรกับเรื่องนี้ และจะขอความเห็นใน next step อย่างไรก็ว่ากันไป การจะเล่าก็ต้องเตรียมตัว เรียบเรียงประเด็นต่าง ๆ นหัวแล้วค่อยพรั่งพรูออกมา ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นแล้วต้องเล่า ต้องพยายามเล่าให้ครบถ้วนใจความแต่กระชับมากที่สุด เพื่อจะได้เอาเวลาไปคิดวางแผนวิธีรับมือแก้ไขกับปัญหาได้ทัน

6. ทีมเวิร์ค

สุดท้ายคือเรื่องราวของทีมเวิร์ค ในบางครั้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นมาออาจไม่ใหญ่โตมากนัก ลำพังคนเพียงคนเดียวก็เอาอยู่ แต่อีกในหลายครั้งหลายคราที่ปัญหาเกิดมา ต้องการทีมงานมาช่วยกันแก้ไขปัญหา คน ๆ เดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดอย่างรวดเร็วทันการณ์ การทำงานการเป็นทีมเวิร์คจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกคนต้องรู้หน้าที่ของตัวเองว่าบทบาทของเราจะช่วยแก้ปัญที่เกิดขึ้นได้ตรงไหน และพยายามผลักดันให้การแก้ปัญหาได้ลุล่วงไปถึงเป้าหมายได้ในที่สุด

ประสบการณ์การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่สะสมกันมาเป็นสิ่งสำคัญ และควรจำไปใช้ตลอดชีวิตการทำงาน แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประสบการณ์ก็คือการฝึกฝนนั่นเอง อย่าลืมพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของตัวเองอยู่ตลอดเวลา และอย่าเหนื่อยหน่ายที่จะต้องทำมัน เพราะปัญหาเป็นของคู่กับชีวิต ตราบใดที่ยังไม่ลาจากโลนี้ไปก็ทำใจเถอะนะ

Cr.Jobsdb