การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน อุปสรรคที่ต้องก้าวข้ามเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น

การทำงานในองค์กรย่อมต้องอาศัยการติดต่อสื่อสาร และประสานงานระหว่างบุคลากรหน้าที่ต่าง ๆ กัน คนทำงานที่ประสบความสำเร็จนั้น การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน เป็นเรื่องสำคัญมากไม่ว่าจะเป็น หัวหน้ากับลูกน้อง พนักงานกับ ฟรีแลนซ์ แต่บ่อยครั้งที่การสื่อสารก็กลายมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน จากข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลุกลามกลายเป็นปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียว ทำอย่างไรให้ก้าวข้ามอุปสรรคในการสื่อสารเหล่านี้ได้ มีข้อคิดน่าสนใจฝากไว้ให้คนทำงานได้นำไปปรับใช้ เพื่อให้สามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน อุปสรรคที่ต้องก้าวข้ามเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น

การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน อุปสรรคที่ต้องก้าวข้ามเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น

เปิดตัว เปิดใจ ผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน

เปิดเผยตัวเอง เพื่อเปิดใจ และนำไปสู่การเปิดทางให้เพื่อนร่วมงานรู้จักตัวตนเรามากขึ้น แสดงออกถึงบุคลิกที่เป็นมิตรเพื่อง่ายต่อการสื่อสารพูดคุยกัน นอกจากการพูดคุย ศิลปะในการผูกมิตรอีกอย่างหนึ่งก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่น ที่ไม่ใช่แค่การบอกหรือการแนะนำ แต่อาจเป็นการช่วยเหลือหรือแบ่งปันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เพียงเท่านี้ก็สร้างความรู้สึกดี ๆ ให้แก่กันได้ไม่น้อย

ใส่ใจ ให้ความสำคัญ เป็นผู้ฟังที่ดี

การเป็นผู้ฟังที่ดีนั้น ถือเป็นการแสดงความสนใจ เอาใจใส่ ให้ความสำคัญกับคู่สนทนา ทำให้จับใจความการสนทนาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เข้าใจเรื่องงานได้ถูกต้อง ทำงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ทุกคนมีความเข้าใจในงานตรงกัน การแสดงความสนใจและให้ความสำคัญกับผู้ที่ติดต่อสื่อสารด้วยนั้น ทำได้ทั้งโดยสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง และคำพูดที่แสดงการยอมรับ กระตือรือร้นต่อการสนทนา มองสบตาโดยเปิดเผยจริงใจ เต็มใจต่อการพูดคุย ให้เวลาเพียงพอต่อการสื่อสาร พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้รับทราบ ย่อมสามารถผูกมิตรและช่วยสร้างความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดี

ใช้คำว่า “เรา”

เมื่อต้องการให้เกิดความรู้สึกอันหนึ่งอันเดียวกัน ควรใช้คำว่า “เรา” ในการพูดคุยทุกครั้ง ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นพวกพ้องเดียวกัน ลดความรู้สึกแบ่งแยก และใช้ในการพูดชักจูงใจได้เป็นอย่างดี หรือถ้าใช้ในสถานการณ์ที่เป็นการตำหนิ ผู้ถูกตำหนิก็จะไม่เสียหน้ามากนัก ลดความรู้สึกทางลบอันนำไปสู่อุปสรรคในการสื่อสารที่เราควรหลีกเลี่ยง

เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ใช้วิธีการที่นักจิตวิทยานิยมใช้ คือการสะท้อนความรู้สึกหรือสะท้อนเนื้อหาคำพูดของคู่สนทนา แสดงความเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ต้องพูดคำว่า “ฉันเข้าใจคุณ” ที่เป็นคำผิวเผิน ไม่มีความหมายจริงจัง ทั้งยังแสดงความไม่เข้าใจอีกฝ่ายมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะการสะท้อนความรู้สึกหรือสะท้อนเนื้อหาคำพูดของคู่สนทนา เป็นการเข้าถึงความรู้สึกหรือเนื้อหาในสิ่งที่เขากำลังสื่อสารให้เรารับทราบ ซึ่งเมื่อเรารับทราบและเข้าใจสารนั้นแล้ว ก็สื่อความเข้าใจดังกล่าวไปสู่เจ้าตัว รับรองว่าได้ใจคู่สนทนาอย่างแน่นอน

ไม่พาดพิงถึงบุคคลที่ 3

ในการสนทนากันเรื่องงาน หรือสนทนาแบบกันเองทั่วไป ควรพยายามหลีกเลี่ยงการพูดพาดพิงถึง “บุคคล” จะช่วยให้แต่ละฝ่ายสนใจสาระสำคัญของการสื่อสาร แทนที่จะเป็นการเพ่งเล็งที่ตัวคน ช่วยป้องกันการวิพากษ์วิจารณ์และการนินทา ซึ่งมักจะเป็นปัญหาทำนองน้ำผึ้งหยดเดียวที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในองค์กรได้

ใช้คำถามนำแทนการสั่งสอน

คนส่วนใหญ่ไม่ชอบให้ใครมาอบรมสั่งสอน โดยเฉพาะหากเขาเหล่านั้นไม่ได้ร้อยขอ ดั้งนั้นเมื่อจำเป็นต้องให้คำแนะนำกับเพื่อนร่วมงานเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการทำงาน ควรเปิดหัวเรื่องการสนทนาด้วยการใช้คำถามนำ เพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายหนึ่งได้คิดทบทวนหาเหตุผลได้ เปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้คิดหาทางออกของปัญหาหรือหาวิธีทำงานได้หลากหลายแนวทางมากขึ้น จากนั้นเราค่อยเสริมข้อมูลที่ต้องการสื่อสารไปกับการสนทนา เพื่อนร่วมงานก็จะไม่เกิดความรู้สึกขัดแย้ง หรือคับข้องใจจากการถูกอบรมสั่งสอนโดยตรง

แนะนำในสิ่งที่เขาต้องการ

การพูดแนะนำในเวลาที่ไม่ใช่ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีกับใครอย่างแน่นอน อะไรที่เขาไม่ต้องการหรือพูดในโอกาสที่ไม่เหมาะสม เช่น พูดให้แนะนำต่อหน้าคนหมู่มาก แนะนำด้วยเสียงดัง หรือพูดแนะนำผ่านทางผู้อื่นมาอีกทอดหนึ่ง แม้เรื่องที่เราแนะนำอาจเป็นเรื่องดี แต่ก็อาจทำให้ผู้ถูกแนะนำไม่พอใจได้ ดังนั้น ถ้าต้องการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน ก็ควรดูด้วยว่า เขาต้องการหรือไม่ ถ้าเขายังไม่ต้องการ ควรทำเพียงแค่ช่วยให้กำลังใจก็จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดกับทุกฝ่าย

การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานจะไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัวอีกต่อไป หากการสื่อสารนั้นตั้งอยู่บนความเข้าใจและความจริงใจต่อกัน Keyword สำคัญอยู่ที่การเอาใจเขามาใส่ใจเรา เปลี่ยนคำพูดแค่นิดเดียว ย่อมให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้ คนทำงานทุกคนควรฝึกตัวเองให้สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และลดความขัดแย้ง เพื่อให้การทำงานในองค์กรดำเนินไปอย่างราบรื่น มีความเป็นมืออาชีพ สามารถผลักดันทั้งตัวเอง เพื่อนร่วมงาน ทีมงาน และองค์กรให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายของความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

Samsung The Frame ไม่ใช่แค่ทีวี แต่คือศิลปะล้ำค่าในบ้าน

ซัมซุงเนรมิตทุกห้องให้สวยกว่าเดิม ด้วย Samsung The Frame (ซัมซุง เดอะเฟรม) นวัตกรรมทีวีล่าสุดหนึ่งเดียวที่มอบประสบการณ์ดุจงานศิลป์ ไม่ใช่แค่ทีวีแต่คือศิลปะล้ำค่าในบ้าน ภายใต้แนวคิด “Art when it’s off, TV when it’s on” ด้วยดีไซน์ที่จะกลมกลืนไปกับการแต่งบ้านอย่างเหนือระดับ ที่ผสานเทคโนโลยีกับดีไซน์เข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้ที่ติ ออกแบบโดย ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวสวิส อีฟ เบฮาร์ (Yves Béhar) และยังได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรม (Best of Innovations Award) จากงาน CES ประจำปี 2017 อีกด้วย

Samsung The Frame ไม่ใช่แค่ทีวี แต่คือศิลปะล้ำค่าในบ้าน

Samsung The Frame ไม่ใช่แค่ทีวี แต่คือศิลปะล้ำค่าในบ้าน

หน้าจอของ The Frame เสมือนกรอบสำหรับแสดงภาพตามที่ผู้ใช้ต้องการ ด้วยฟังก์ชั่นที่สร้างสรรค์มาเพื่อผู้รักศิลปะอย่างแท้จริง Art Mode ให้ผู้ใช้ดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครอย่างแท้จริง ด้วยคลังรูปภาพ จาก Samsung Collection กว่า 100 แบบ จากศิลปินระดับโลกที่ให้เลือกแสดงภาพศิลปะบนจอ หรือ My Collection แสดงภาพครอบครัว ไปจนถึงรูปภาพส่วนตัว และยังสามารถเลือกสรรงานศิลป์เพิ่มเติมได้มากมายจาก Art Store ทั้งยังมี Customizable Frame กรอบทีวีที่ผู้ใช้สามารถถอดเปลี่ยนได้ตามต้องการ มีสีสันให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ สีวอลนัท สีไม้เบจ และสีขาว พร้อมทั้งแอคเซสเซอรี่ของทีวี ที่การจัดวางทีวีจะทำให้บ้านสวยกว่าเคย ด้วยอุปกรณ์ติดทีวีกับผนังแบบไร้ช่องว่าง No Gap Wall-Mount และ Invisible Connection สายไฟเบอร์ออปติคบางใสยาว 15 เมตร เนรมิตให้ห้องนั่งเล่นสวยงามดุจแกลเลอรี่งานศิลป์ระดับโลก

Samsung The Frame มีความละเอียดหน้าจอขณะเปิดรับชมรายการต่างๆ ที่ระดับยูเอชดี มาพร้อมเซนเซอร์วัดความสว่างของแสงโดยรอบที่ช่วยปรับระดับความสว่างของหน้าจอโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ประสบการณ์การรับชมเหนือระดับ และเซนเซอร์วัดการเคลื่อนไหว ที่ช่วยให้เปิดโหมดประหยัดพลังงานเมื่อไม่มีคนอยู่ในห้องโดยอัตโนมัติและเมื่อปิดทีวีมีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 55 นิ้ว และ 65 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 74,990 บาท