ทรานส์เซนด์ เปิดตัว microSDXC 350V การ์ดหน่วยความจำสำหรับการใช้งานหนัก

ผู้นำการผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลและอุปกรณ์มัลติมีเดีย เปิดตัว microSDXC 350V ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่เหมาะสำหรับการใช้งานต่อเนื่องและตลอดเวลา เช่นในกล้องติดรถยนต์, กล้องรักษาความปลอดภัย และตลาดระบบรักษาความปลอดภัย การ์ดหน่วยความจำสำหรับงานหนักรุ่น microSDXC 350V ถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานที่มีการบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาและมีความน่าเชื่อถือสูง การ์ดหน่วยความจำ microSDXC 350V ได้รับการทดสอบภายใต้เงื่อนไขการทำงานที่เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบเรื่องการกันน้ำ, ทนทานต่อการใช้งานในอุณหภูมิสูง, ป้องกันไฟฟ้าสถิตย์, ป้องกันรังสีเอ็กซ์ และป้องกันการสั่นสะเทือน.

ทรานส์เซนด์ เปิดตัว microSDXC 350V การ์ดหน่วยความจำสำหรับการใช้งานหนัก

ทรานส์เซนด์ เปิดตัว microSDXC 350V การ์ดหน่วยความจำสำหรับการใช้งานหนัก

กล้องติดรถยนต์และกล้องรักษาความปลอดภัยต้องการประสิทธิภาพการบันทึกข้อมูลที่มีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน สิ่งนี้ทำให้มั่นใจได้ถึงช่วงเวลาสำคัญ การ์ดหน่วยความจำ microSDXC 350V ของทรานส์เซนด์มีค่า Terabytes Written (TBW) สูงสุดถึง 170 TB แสดงถึงจำนวนข้อมูลทั้งหมดที่คุณสามารถบันทึกลงในการ์ดได้ตลอดอายุการใช้งาน.

  • For high endurance applications
  • Exceptional stability and reliability
  • Up to 128GB capacity
  • Durable design for extremes
  • RecoveRx Software

การ์ดหน่วยความจำ microSDXC 350V ของทรานส์เซนด์มอบประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ทำให้เหมาะกับการใช้งานที่เน้นการบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่องและมั่นใจได้ว่าหลักฐานจะถูกบันทึกอย่างชัดเจนด้วยความละเอียด Full HD โดยที่เฟรมเรตไม่ตก สำหรับการ์ดหน่วยความจำ ทรานส์เซนด์ microSDXC 350V มีความจุให้เลือกสองขนาด 64GB และ 128GB พร้อมการรับประกันจากทรานส์เซนด์เป็นเวลาสองปีเต็ม รองรับการบันทึกภาพนิ่งหลายพันภาพและวิดีโอ Full HD หลายชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับพื้นที่การจัดเก็บข้อมูล นอกจากนี้ได้รับการออกแบบให้มีความทนทานและเสถียรภาพที่ดีที่สุด การ์ดหน่วยความจำ microSD ของทรานส์เซนด์ได้รับการทดสอบเพื่อให้ทนทานต่อสภาวะที่รุนแรง การ์ดเหล่านี้สามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิสูง รวมทั้งกันน้ำ กันกระแทก กันการสั่นสะเทือน กันไฟฟ้าสถิตย์ และป้องกันรังสีเอกซ์

มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ RecoveRx สุดพิเศษของทรานส์เซนด์เป็นยูทิลิตี้การกู้คืนข้อมูลฟรี มีหน้าจอเชื่อมต่อกับผู้ใช้ที่ใช้งานง่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเพื่อค้นหาร่องรอยของภาพถ่าย เอกสาร เพลง และวิดีโอ ที่ถูกลบคือมาได้ นอกจากนี้ RecoveRx ยังสามารถป้องกันการเขียนการ์ดหน่วยความจำเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายโดยไม่ตั้งใจ

ผู้ใช้ฟีเจอร์โฟนทั่วประเทศเตรียมพร้อม ก่อนเครือข่าย 2G จะยุติการให้บริการ

เสียวหมี่ (Xiaomi) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ให้คำแนะนำกับผู้ใช้งานฟีเจอร์โฟนทั่วประเทศ ในการเตรียมตัวที่จะเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกมากมาย รวมทั้งเลือกโปรโมชั่นการใช้งานที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้า ก่อนที่เครือข่าย 2G จะยุติการให้บริการ ในวันที 31 เดือนตุลาคม 2562 เป็นวันสุดท้าย ทำให้โทรศัพท์มือถือในระบบ 2G ทั้งหมดไม่สามารถใช้งานได้ การเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตจะมีส่วนช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนมากมายหลายล้านคนให้ดียิ่งขึ้นได้

ผู้ใช้ฟีเจอร์โฟนทั่วประเทศเตรียมพร้อม ก่อนเครือข่าย 2G จะยุติการให้บริการ

ผู้ใช้ฟีเจอร์โฟนทั่วประเทศเตรียมพร้อม ก่อนเครือข่าย 2G จะยุติการให้บริการ

จากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)เห็นชอบให้ยุติการให้บริการ 2G ในวันที่ 31 ตุลาคม 2562 เพื่อเตรียมพร้อมสู่การบริการ 5G ในปี 2563 โดยในขณะนี้มีผู้ใช้งานเครือข่าย 2G จำนวน 4.9 ล้านคน ซึ่งจำเป็นจะต้องเปลี่ยนระบบมาเป็น 3G หรือ 4G โดยสามารถเลือกโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อที่จะสามารถใช้งานติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ รวมถึงการส่งข้อความได้ต่อเนื่องโดยไม่ติดขัด

ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับผู้ใช้งานระบบ 2G ในการเปลี่ยนมาเป็นระบบ 3G หรือ 4G มีดังต่อไปนี้:

1. ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่ หากเป็นโทรศัพท์มือถือในระบบ 2G จะพบสัญลักษณ์ “2G” “EDGE” “GPRS” หรือ “E” ปรากฎให้เห็นมุมบนด้านขวาของโทรศัพท์มือถือ พบว่าบางรุ่นที่ออกมาใช้งานเป็นเวลานานมาก จะไม่พบสัญลักษณ์ 2G ปรากฎให้เห็น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นที่ใช้สำหรับโทรเข้า-ออก และรับ-ส่งข้อความเพียงอย่างเดียว หากโทรศัพท์มือถือมีสัญลักษณ์ “3G” “H+” “4G” หรือ “LTE” ปรากฎให้เห็น แสดงว่าโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นรองรับเครือข่าย 3G และ 4G ทำให้หมดกังวลในการปรับการใช้งานให้เข้ากับระบบ

2. อัพเกรดมาใช้งานสมาร์ทโฟน โทรศัพท์มือถือระบบ 2G จะไม่สามารถใช้ติดต่อสื่อสารทางเสียง หรือส่งข้อความหลังจากวันที่ 31 ตุลาคมเป็นต้นไป หากท่านต้องการติดต่อกับคนใกล้ชิด หรือสมาชิกในครอบครัว จำเป็นที่จะต้องใช้งานสมาร์ทโฟนที่รองรับเครือข่าย 3G หรือ 4G เท่านั้น โดยในปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนราคาประหยัดมากมายหลายรุ่นเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโทรเข้า โทรออก รับสายและส่งข้อความบางครั้งคราวเท่านั้น การอัพเกรดมาเป็นสมาร์ทโฟนจะช่วยให้ท่านไม่พลาดโอกาสในการติดต่อกับบุคคลที่ท่านรัก และยังสามารถเลือกใช้งานวิดีโอคอลผ่านกล้องในการติดต่อได้อีกด้วย สมาร์ทโฟนยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกมากมายสำหรับการใช้งาน เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้บริการจำนวนมากที่ต้องการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือแบบเดิมมาเป็นสมาร์ทโฟนเมื่อใกล้ถึงเวลายุติการให้บริการเครือข่าย 2G ขอแนะนำให้รีบดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบบล่วงหน้า โดยไม่ควรรอจนใกล้ถึงวันระงับการให้บริการจึงดำเนินการ

3. เปลี่ยนซิมการ์ด และอัพเกรดแผนการใช้งานระบบเครือข่าย 3G หรือ 4G ผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายของท่าน โดยท่านยังสามารถที่จะใช้งานหมายเลขโทรศัพท์เดิมต่อเนื่องต่อไปได้ การอัพเกรดแผนการใช้บริการจะไม่เสียค่าใช้จ่าย (หรืออาจมีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น) โดยแพ็คเกจการใช้งานระบบ 3G และ 4G นั้น อัตราค่าบริการอาจไม่สูงกว่าอัตราค่าบริการเดิมที่ท่านใช้งานอยู่ ผู้ให้บริการเครือข่ายของท่าน อาจจัดเวิร์คช็อปภายในศูนย์ให้บริการ เพื่อให้ท่านได้คุ้นเคยกับการใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่สามารถใช้งานระบบ 3G และ 4G ได้ต่อไป

นายจอห์น เฉิน ผู้จัดการประจำประเทศไทย เสียวหมี่ เทคโนโลยี กล่าวว่า“เสียวหมี่ ต้องการให้ผู้ที่ใช้บริการเครือข่าย 2G เตรียมพร้อมมากที่สุดก่อนที่จะมีการยุติการให้บริการเครือข่าย 2G ซึ่งใกล้ที่จะมาถึงในเดือนตุลาคมนี้ จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราต้องแนะนำเตรียมตัวหาข้อมูลที่จำเป็นในการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ และแผนการใช้งานไว้ก่อนล่วงหน้า โดย เสียวหมี่ ต้องการเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่นำเสนอด้วยราคาที่จริงใจ และความรู้สึกถึงการอยู่ร่วมกันเป็นคอมมิวนิตี้ที่อบอุ่น สำหรับผู้ใช้บริการฟีเจอร์โฟนในขณะนี้ เสียวหมี่ ขอแนะนำ เรดหมี่ โก (Redmi Go) ซึ่งเปิดตัวโดยได้ร่วมกับ เอไอเอส มอบแพ็คเก็จราคาพิเศษเพียง 790 บาท จะเป็นรุ่นที่เหมาะสมในการใช้งานของท่านมากที่สุด”

ผู้ที่ต้องการใช้งานมากกว่าการโทรเข้าโทรออกหรือส่งข้อความเพียงอย่างเดียว เรดหมี่ โก ติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่จำเป็นสำหรับการใช้งานไว้ในตัวเครื่อง ทำให้บุคคลที่ท่านรัก ญาติผู้ใหญ่ สามารถติดต่อสื่อสารกับบุตรหลานของตนเองได้ง่ายดายผ่านวิดีโอคอล สำหรับผู้ที่เดินทางเป็นประจำ สามารถใช้งานระบบ GPS นำทาง รวมถึงระบบขนส่งที่อำนวยความสะดวกให้ตลอดการเดินทาง ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สามารถสร้างรายได้จากการสมัครเข้าร่วมให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยม ผู้ประกอบการร้านค้าสามารถให้บริการซื้อขายสินค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย เป็นการก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ ที่จะปรับเปลี่ยนวิถีทางในการดำเนินชีวิตของคนไทยจำนวนหลายล้านคนได้อีกด้วย

ผู้ใช้งาน เรดหมี่ โก จะได้รับความคุ้มค่าจากฟีเจอร์มากมายที่ได้จัดเตรียมไว้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ พร้อมแบตเตอร์รี่ความจุมากถึง 3,000 mAh สามารถสนทนาต่อเนื่องได้ยาวนาน 12 ชั่วโมง นอกเหนือจากนั้น เรดหมี่ โก ยังมีกล้องด้านหน้าและด้านหลังรองรับการถ่ายภาพนิ่งและวีดีโอ เหมาะสำหรับการถ่ายเซลฟี่ ทำให้ได้ภาพถ่ายที่มีความคมชัดสวยงาม เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนที่ติดตั้งมาใน เรดหมี่ โก ช่วยให้ทุกเสียงสนทนาคมชัดตลอดเวลา

บริการ e-Commerce ขยายช่องทางการจัดจำหน่าย สะดวก รวดเร็ว ครบวงจร

เลอโนโว ผู้นำยอดขายคอมพิวเตอร์อันดับ 1 เปิดตัวช่องทางการจัดจำหน่ายแบบ e-Commerce เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เลอโนโวให้กับลูกค้าแบบครบวงจร พร้อมจัดโปรโมชั่นฉลองเปิดให้บริการครั้งแรก ‘Grand Opening Grand Sale’ มอบส่วนลดราคาเครื่องและการอัพเกรดปรับแต่งสเป็คกว่า 20% สำหรับผลิตภัณฑ์เลอโนโวรุ่นที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 3 เมษายน 2562 นี้เท่านั้น

บริการ e-Commerce ขยายช่องทางการจัดจำหน่าย สะดวก รวดเร็ว ครบวงจร

บริการ e-Commerce ขยายช่องทางการจัดจำหน่าย สะดวก รวดเร็ว ครบวงจร

สำหรับบริการแบบ e-Commerce ลูกค้าสามารถค้นหาและสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เลอโนโวแล็ปท็อป เดสก์ท็อป และอุปกรณ์เสริมอื่นๆอีกมากมายกว่า 50 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์แล็ปท็อปเพื่อธุรกิจอย่างตระกูล ThinkPad แล็ปท็อปประสิทธิภาพราคาย่อมเยาอย่าง Ideapad หรือแล็ปท็อปผสมแท็บเล็ตแบบ 2-in-1 จากตระกูล Yoga และแล็ปท็อปสำหรับคอเกมอย่าง Legion โดยลูกค้าสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ผ่านตัวเลือกการค้นหาจาก 3 ประเภท ได้แก่ ค้นหาตามความต้องการ ค้นหาตามประเภท และค้นหาเรียงตามข้อมูลจำเพาะ โดยระบบจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการพร้อมแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ราคา รวมถึงข้อมูลโปรโมชั่น และคูปองสิทธิพิเศษอื่นๆ

อีกหนึ่งบริการที่โด่ดเด่นคือ ‘การปรับแต่งสเป็ค’ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ลูกค้าสามารถเลือกปรับและเปลี่ยนแปลงสเป็คตัวเครื่องได้ตามต้องการ โดยลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนสเป็คแล็ปท็อปได้ทั้งหมดตั้งแต่ หน้าจอ ชิปประมวลผล ชิปกราฟฟิก หน่วยความจำ แบตเตอรี่ คียบอร์ด ระแบบสแกนลายนิ้วมือ และอื่นๆ ซึ่งรายละเอียดการแบบปรับแต่งสเป็คจะถูกส่งไปตรงไปยังโรงงานผลิตของเลอโนโวโดยใช้ระยะเวลาในการประกอบและขนส่งเพียง 3 สัปดาห์หลังจากการสั่งซื้อเท่านั้น

นอกจากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการสั่งซื้อผ่านช่องทาง e-Commerce จะรองรับวิธีชำระเงินทั้งแบบผ่านบัตรเครดิต โอนเงินผ่านธนาคาร และเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery) แล้ว ลูกค้ายังสามารถเลือกระยะเวลาการรับประกันได้สูงสุดถึง 3 ปี พร้อมกันนี้ลูกค้ายังสามารถติดตามสถานะสินค้าและตรวจเช็คระยะเวลาการจัดส่งได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย

คุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป เลอโนโว ประจำภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า “การเปิดตัวบริการ e-Commerce เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของเลอโนโว ภายใต้วัตถุประสงค์หลักคือการมอบความสะดวกสบาย รวดเร็ว และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเลอโนโวเชื่อว่าระบบบริการที่ครบวงจรและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น”

พิเศษสุด! เพื่อเป็นการฉลองการเปิดให้บริการ e-Commerce เลอโนโวจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ Grand Opening Grand Sale มอบส่วนลดราคาเครื่องและการอัพเกรดปรับแต่งสเป็คกว่า 20% สำหรับผลิตภัณฑ์เลอโนโวรุ่นที่ร่วมรายการ

ไฮไลท์โปรโมชั่น

· รับส่วนลดทันที 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ ThinkPad A285 ในราคาพิเศษเพียง 27,288 บาท จากราคาปกติ 34,110 บาท และส่วนลดการอัพเกรดปรับแต่งสเป็คอีก 20% สำหรับหน่วยประมวลผล AMD Ryzen 7 Pro 2700U Processor

· รับส่วนลดทันที 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ ThinkPad E485 ในราคาพิเศษเพียง 22,632 บาท จากราคาปกติ 28,290 บาท และส่วนลดการอัพเกรดปรับแต่งสเป็คอีก 20% สำหรับหน่วยประมวลผล AMD Ryzen 7 Pro 2700U Processor

· รับส่วนลดทันที 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ ThinkPad A485 ในราคาพิเศษเพียง 24,240 บาท จากราคาปกติ 30,300 บาท

· รับส่วนลดทันที 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ ThinkPad E585 ในราคาพิเศษเพียง 22,312 บาท จากราคาปกติ 27,890 บาท

· รับส่วนลดทันที 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ ThinkCentre M725s ในราคาพิเศษเพียง 12,816 บาท จากราคาปกติ 16,020 บาท

ผู้บริหารระดับสูงเสียวหมี่ เผยฟีเจอร์เด็ดในสมาร์ทโฟนเรือธง Mi 9

สมาร์ทโฟนเรือธงล่าสุดของ เสียวหมี่ ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ที่มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ ท่านทราบหรือไม่ว่า ผู้บริหารระดับสูงเสียวหมี่ ได้เปิดเผยฟีเจอร์ที่น่าจับตามองที่สุดของ Mi 9 บางส่วนแล้ว นายหวัง เสียง รองประธานอาวุโส เสียวหมี่ ประกาศผ่านทวิตเตอร์ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ว่า Mi 9 จะใช้ชิปเซ็ตระดับไฮเอนด์รุ่นล่าสุด Qualcomm® Snapdragon™ 855 ซึ่งจะทำให้ Mi 9 เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟน ที่ทรงพลังมากที่สุดในปีนี้ และในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นายหวัง ยังได้เผยอีกว่า เสียวหมี่ ใช้เทคโนโลยี Laser engraving holographic ผสานกับการเคลือบผิวระดับนาโนเพื่อให้มีเฉดสีที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์

ผู้บริหารระดับสูงเสียวหมี่ เผยฟีเจอร์เด็ดในสมาร์ทโฟนเรือธง Mi 9

ผู้บริหารระดับสูงเสียวหมี่ เผยฟีเจอร์เด็ดในสมาร์ทโฟนเรือธง Mi 9

นายเลย จวิน ผู้ก่อตั้ง ประธานกรรมการ และซีอีโอของ เสียวหมี่ ยังได้แชร์ข้อมูลของ Mi 9 หลายวันที่ผ่านมา อาทิ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายจวิน ได้เปิดเผยผ่านสังคมออนไลน์ชื่อดังของจีนอย่าง Weibo ว่า Mi 9 ใช้จอพรีเมี่ยม AMOLED จาก ซัมซุง ให้ภาพคมชัดสมบูรณ์แบบและมีลำโพงเสียงแบบ Linear 12×17 คุณภาพสูงเพื่อมอบประสบการณ์ด้านภาพและเสียงที่สมบูรณ์แบบ

นายเลย จวิน ยังได้ประกาศผ่าน Weibo ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์อีกว่า Mi 9 ใช้งานเจนเนอเรชั่นใหม่ของเทคโนโลยีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอและขอบจอด้านล่างของ Mi 9 จะมีขนาดที่ว่างเพียง 3.6 มม.เท่านั้น น้อยลงกว่า Mi 8 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์

นาย เลย จวิน ผู้ก่อตั้ง ประธานกรรมการ และซีอีโอของ เสียวหมี่ ได้โพสต์ภาพตัวอย่างกล้องผ่านแอคเค้าท์ส่วนตัวของเขาบนเว็บไซต์ Weibo เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของกล้อง 3 ตัว ของ Mi 9 ส่วน นายหลิน ปิน ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งเสียวหมี่ ก็ได้แชร์ภาพรูปภาพแบบ ultra-wide-angle ที่ระบุว่าถ่ายโดย Mi 9 ให้กับบรรดา Mi Fans ได้รับชม โดยหลิน ปิน กล่าวว่า เซ็นเซอร์ 16 MP ใช้งานร่วมกับอัลกอริทึม Anti-Distortion ของเสียวหมี่ สามารถถ่ายรูปได้ระดับเท่ากับ “โปสเตอร์ภาพยนตร์” ได้เลย สามารถเข้าไปที่ ลิงค์ เพื่อชมตัวอย่างภาพถ่ายได้ และในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายเลย จวิน ยังได้โพสต์ข้อความผ่าน Weibo เกี่ยวกับกล้องหลังทั้งสามตัวของ Mi 9 ครอบด้วยกระจก sapphire คลุมพื้นที่ 243 ตร.มม เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน ทำให้ผู้ที่เลือกใช้งาน Mi 9 หมดห่วงจากรอยขีดข่วน สามารถโฟกัสในการถ่ายภาพได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลใดๆ นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น โปรดติดตามรายงานความคืบหน้าของ Mi 9 ที่จะแจ้งให้ทราบต่อไป #MakeitHappen

ออเนอร์ เปิดตัว HONOR 10 Lite สมาร์ทโฟนกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล

ออเนอร์ สมาร์ทโฟนอีแบรนด์ชั้นนำประกาศ เปิดตัว HONOR 10 Lite สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเซลฟี่ในราคาที่เอื้อมถึงเพียง 6,490 บาท ด้วยกล้องหน้ามาพร้อมเทคโนโลยี AI ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล มอบประสบการณ์การถ่ายเซลฟี่ของคุณให้ออกมาดูสวยงามได้ตามที่ต้องการ พร้อมทั้งสเปกเร็วแรงระดับรุ่นเรือธงด้วยขุมพลังชิปเซ็ต Kirin 710 ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการสุดล้ำอย่าง EMUI 9.0 บนพื้นฐาน Android 9 นอกจากนี้ HONOR 10 Lite ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ตัวเครื่องไล่ระดับเฉดสีและรอยบากทรงหยดน้ำเพื่อขนาดพื้นที่หน้าจอใหญ่คมชัดในทุกมุมมอง

ออเนอร์ เปิดตัว HONOR 10 Lite สมาร์ทโฟนกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล

ออเนอร์ เปิดตัว HONOR 10 Lite สมาร์ทโฟนกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล

HONOR 10 Lite ถือเป็นเซลฟี่สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับเซลฟี่สมาร์ทโฟนในราคาระดับเดียวกัน ซึ่งระบบซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดได้ถูกพัฒนาให้สมาร์ทโฟนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 30% และยังลดระยะเวลาในการเปิดแอพพลิเคชั่นลงถึง 12.9% นอกจากนี้ยังมาพร้อม RAM 3GB ที่ช่วยเพิ่มการประมวลผลให้รวดเร็วยิ่งขึ้นรวมทั้งพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จะสามารถเพิ่มความจุได้สูงสุดถึง 512 GB

หลังจากที่ออเนอร์ได้ทุ่มเทและมุ่งมั่นพัฒนากล้องหน้าเพื่อการถ่ายภาพเซลฟี่ตั้งแต่รุ่น HONOR 9 Lite และ HONOR 10 วันนี้ HONOR 10 Lite ได้พัฒนาไปอีกขั้นด้วยการยกระดับการเซลฟี่ด้วยระบบเทคโนโลยี AI ที่สามารถจดจำและจำแนกสถานการณ์ต่างๆแบบเรียลไทม์ได้ใน 8 สถานการณ์* เพื่อให้รูปถ่ายของคุณออกมาสวยงามไร้ที่ติในทุกมุมมอง

โดย HONOR 10 Lite มาพร้อมฟีเจอร์ที่จะช่วยปรับให้รูปเซลฟี่ของคุณให้ดูโดดเด่นสะดุดตามากยิ่งขึ้น
อาทิ ฟีเจอร์ชดเชยแสงทำให้ภาพเซลฟี่ที่ได้มีความสว่างคมชัดยิ่งขึ้น โหมดวิเคราะห์ใบหน้าแบบ 3 มิติ และโหมด AI Beauty ที่สามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่าไปได้ตามเพศ สีผิว และอายุของผู้ใช้งาน เพื่อให้ภาพถ่ายของคุณออกมาสวยและสมบูรณ์แบบมากที่สุด

HONOR 10 Lite ยังคงมาพร้อมกับเทคโนโลยี 4 in 1 Light Fusion เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า ที่จะช่วยให้ภาพเซลฟี่ที่ได้มีความสว่างคมชัดยิ่งขึ้นแม้ว่าจะถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยก็ตาม รวมถึงยังมาพร้อมกับโหมด 3D Portrait Lighting เอฟเฟกต์แสงสตูดิโอ 5 รูปแบบ เพิ่มลูกเล่นให้ภาพของคุณดูสวยน่าหลงใหลยิ่งขึ้น

มากไปกว่านั้น HONOR 10 Lite ยังมาพร้อมกับกล้องหลังเลนส์คู่ที่ช่วยให้คุณกลายเป็นช่างภาพมืออาชีพได้อย่างไม่รู้ตัว โดยกล้องหลังมาพร้อมเทคโนโลยี AI ความละอียดสูงถึง 13MP + 2MP พร้อมรูรับแสง f/1.8 และ f/2.4 เหมาะสำหรับการเก็บภาพทุกความประทับใจอย่างยอดเยี่ยมในทุกมิติ

สีสันสดใสสไตล์คุณด้วย HONOR 10 Lite
HONOR 10 Lite โด่ดเด่นด้วยตัวเครื่องที่เคลือบด้วยวัสดุไล่เฉดสี 8 ชั้น ซึ่งให้ความมันวาวและสะท้อนเฉดสีที่แตกต่างกันในหลากหลายมุมมอง โดยดีไซน์ดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสวยงามและการไล่เฉดสีของท้องฟ้าในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 เฉดสี ได้แก่ สีฟ้าสกายบลู (Sky blue), น้ำเงินเข้ม (Sapphire blue) และสีดำ (Midnight black)

สีของตัวเครื่องถูกออกแบบมาจากแรงบันดาลใจของแสงธรรมชาติระหว่างการขึ้นและตกของพระอาทิตย์ เช่น สีฟ้าสกายบลูที่ถูกดีไซน์มาจากสีของท้องฟ้าอันสดใสผสมผสานกันอย่างลงตัวกับสีเทาอ่อนไล่เฉดสีซึ่งเป็นแสงธรรมชาติของท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า นอกจากนี้ HONOR 10 Lite ยังมาพร้อมกับหน้าจอกว้าง 6.21 นิ้ว
การแสดงผลแบบ Fullview Display และรอยบากทรงหยดน้ำที่ให้อัตราส่วนระหว่างหน้าจอต่อตัวเครื่องถึง 90%

เปิดตัวลำโพงรุ่นใหม่แห่งปี BeoSound EDGE จาก B&O

อาร์ทีบีฯ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Gadget รายใหญ่ในประเทศไทย เปิดศักราชปีกุน เดินหน้ารุกผนึกกำลังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท เอชดับบลิว เทรดดิ้ง จำกัด ผู้นำเข้าและดำเนินการร้าน Bang & Olufsen เปิดตัวสุดยอดนวัตกรรมลำโพงตั้งพื้น/แขวนผนังระดับพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ล่าสุด “BeoSound EDGE” ที่ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ B&O ด้วยดีไซน์ใหม่ในรูปทรงเหรียญปอนด์ โดดเด่นอย่างมีสไตล์ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำมากมายที่พัฒนาขึ้นสำหรับลำโพงโดยเฉพาะเป็นครั้งแรก ทั้ง Active Bass Port และระบบเสียงรอบทิศทาง ที่จะตอบสนองไลฟ์สไตล์คอเพลงยุคใหม่โดยเฉพาะสายปาร์ตี้ได้เพลิดเพลินไปกับพลังเสียงเบสได้อย่างง่ายดายตามต้องการ พร้อมมั่นใจการผนึกกำลังครั้งนี้ จะสร้างการเข้าถึงแบรนด์ง่ายขึ้น และขยายตลาดได้ในวงกว้างภายในสิ้นปีแน่นอน

เปิดตัวลำโพงรุ่นใหม่แห่งปี BeoSound EDGE จาก B&O

เปิดตัวลำโพงรุ่นใหม่แห่งปี BeoSound EDGE จาก B&O

สำหรับ Beoplay BeoSound EDGE นับเป็นสุดยอดลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยมแห่งปี ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลงให้สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม โดยมาพร้อมกับแนวคิดการดีไซน์จากนักออกแบบชื่อดัง MICHAEL ANASTASSIADES ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากเหรียญหนึ่งปอนด์ของประเทศอังกฤษ กระทั่งพัฒนามาเป็นรูปลักษณ์ที่โดดเด่นมีสไตล์ในทรงกลมเหมือนวงล้อ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุดมากมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟังเพลงทั้งในเรื่องคุณภาพเสียง และการใช้งานที่ง่ายดายและสนุกสนานยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี Active Bass Port ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Bang & Olufsen โดย Active Bass Port จะพอร์ทพิเศษ ที่เป็นระบบเพิ่ม – ลด เสียงเบสตามความดังของเพลง การทำงานคล้ายกับสปอยเลอร์ของรถสปอร์ต ที่เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น และต้องการเบสมาก ก็จะเปิดตัวพอร์ทนี้เพื่อให้ความดังเบสออกมารองรับอย่างเหมาะสม ในขณะที่เมื่อเพลงเบาลง ก็จะสามารถปิดเพื่อไม่ให้เสียงเบสมีมากเกินจนกลบย่านกลางและสูง เหลือเพียงเสียงใส สะอาด ตามฉบับ B&O ได้เหมือนเดิม

นอกจากนั้น BeoSound Edge ยังมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา ที่จะทำให้ไม่ว่าคุณจะนั่งอยู่บริเวณใดในบ้าน โดยจะวางที่พื้นหรือแขวนผนัง ก็ได้ยินเสียงเพลงสุดโปรดได้เท่าๆ กันทุกมุมแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น Beoplay BeoSound EDGE ยังมาพร้อมกับ Woofer 200 วัตต์สองตัว, Midrange 100 วัตต์สองตัว, และ Tweeter 100 อีกสองตัว ช่วยให้การขับเสียงเบสได้อย่างทรงพลังยิ่งขึ้น ดังนั้น BeoSound EDGE จะสามารถเข้าถึงแนวเพลงกรูฟเท่ๆ เบสหนึบๆ และ เหมาะสำหรับสายปาร์ตี้ ขาแดนซ์อย่างแน่นอน ขณะที่ตัวเครื่องผลิตจากวัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยม โดยตัวลำโพงทำจากอะลูมีเนียมขัดเงา ให้ความแข็งแรงและหรูหราไปพร้อมกัน เสมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์สุดหรูที่สามารถตั้งโชว์ประดับไว้ในบ้านตัวหนึ่งได้เลย ขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมการทำงานได้ง่ายดายผ่านการสัมผัสที่ตัวลำโพง เพราะด้วยรูปทรงที่เหมือนวงล้อแบบนี้ จึงมีวิธีการเพิ่ม-ลดเสียงเท่ๆ ด้วยการกลิ้งลำโพง ไปด้านหน้า หรือด้านหลัง ก็ทำได้แล้ว

พร้อมการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่าน Bluetooth ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือจะเชื่อมต่อแบบ Streaming AirPlay และ Chromecast ก็ทำได้อย่างสะดวกสบายเช่นกัน โดยวางจำหน่ายในราคา 139,000 บาท ซึ่งเป็นราคามาตราฐานที่เท่ากันทั่วโลก

การร่วมมือกันระหว่างสองบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน จะทำให้กลยุทธ์ในการขยายตลาดของแบรนด์ B&O หรือ Bang & Olufsen ประสบความสำเร็จ และทั้งสองตั้งเป้าไว้ว่า จะเพิ่มยอดขายโดยรวมให้ได้ 200% ในปี 2020

เทรนด์ไมโครผนึกกำลังกับ Amazon Web Services อย่างแข็งแกร่ง

บริษัท เทรนด์ไมโคร จำกัด (TYO: 4704; TSE: 4704) ผู้นำด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก ได้แสดงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับทาง Amazon Web Services (AWS) ผ่านทั้งการประสานเทคโนโลยี, ความร่วมมือด้านช่องทางจัดจำหน่าย, และการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศของพนักงาน

เทรนด์ไมโครผนึกกำลังกับ Amazon Web Services อย่างแข็งแกร่ง

เทรนด์ไมโครผนึกกำลังกับ Amazon Web Services อย่างแข็งแกร่ง

“จากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ AWS มาตลอด ทำให้หลายบริษัทตัดสินใจเลือกเทรนด์ไมโครมาช่วยปกป้องสภาพแวดล้อมบนคลาวด์มากขึ้น” เควินซิมเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของเทรนด์ไมโครกล่าว “เราภูมิใจอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า ไตรมาสล่าสุดเรามีการเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากถึง 69 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถไปสู่เป้าหมายในการปกป้องโหลดงานบนพับบลิค คลาวด์ของลูกค้าได้มากกว่า 3 ล้านรายการ”

“เทรนด์ไมโครได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่มาใช้งานบน AWS Marketplace อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ลูกค้าย้ายแอพพลิเคชั่นขึ้นมาบนคลาวด์ได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้เรายังมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาระบบการนำซอฟต์แวร์มาใช้บน AWS Marketplace for Containers แบบอัตโนมัติด้วย” เดฟ แมคแคน รองประธานฝ่ายบริการด้าน Service Catalog และ Migration Service บน AWS Marketplace ของ Amazon Web Services กล่าว “ด้วยจำนวนผู้ซื้อมากกว่า 200,000 รายบน AWS Marketplace เราจึงมุ่งมั่นในการสร้างความง่ายให้ลูกค้าระดับองค์กรในการมองหาโซลูชั่นสำหรับช่วยพัฒนาแอพพลิเคชั่นบน AWS และตอบโจทย์การเติบโตทางธุรกิจได้”

เทรนด์ไมโครเป็น AWS Partner Network (APN) Launch Partner ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการ AWS re:Invent2018: ซึ่งมีโครงการความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี

· AWS Container Competency เทรนด์ไมโครได้รับสถานะ AWS Container Competency ซึ่งมาจากการผ่านเกณฑ์ด้านการยอมรับจากลูกค้าส่วนใหญ่ และได้มาตรฐานที่เข้มงวด ทำให้เทรนด์ไมโครกลายเป็นผู้นำด้านระบบความปลอดภัยสำหรับคอนเทนเนอร์ และแสดงให้เห็นถึงการประสบความสำเร็จในกลุ่มลูกค้า AWS โดยพบว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่ใช้ระบบความปลอดภัยสำหรับไฮบริดจ์คลาวด์ระดับองค์กรของเทรนด์ไมโครนั้น ได้เลือกใช้เทคโนโลยีของเทรนด์ไมโครในการปกป้องระบบคอนเทนเนอร์ของตนเองด้วย

· AWS Container Marketplace ทาง AWS ประกาศรองรับผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นบนคอนเทนเนอร์ของ Docker ซึ่งในฐานะ APN Advanced Technology Partner นั้น เทรนด์ไมโครได้ขยายโซลูชั่นของตนเองไปสู่ AWS Marketplace ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านเวลาการพัฒนาแบบอัตโนมัติ และการสแกนรีจิสทรี้ของอิมเมจคอนเทนเนอร์ ทำให้ตรวจหาช่องโหว่และมัลแวร์ได้ก่อนจะมีการติดตั้ง ช่วยให้ลูกค้าลดความเสี่ยงและอันตรายตั้งแต่ช่วงแรกของกระบวนการ CI/CD โดยไม่กระทบกับประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม

· AWS Security Hub ตอนนี้เทรนด์ไมโครสามารถส่งอีเวนต์ด้านความปลอดภัยที่สำคัญไปยังฟีเจอร์ใหม่อย่าง AWS Security Hub ได้แล้ว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ออกแบบมาสำหรับให้ลูกค้ามองเห็นภาพรวมการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยที่สำคัญ และสถานะ การสอดคล้องตามข้อกำหนดและมาตรฐานที่ครบถ้วน ด้วยกลไกการรวบรวม, จัดการ, และจัดลำดับความสำคัญของทั้งการแจ้งเตือนและเหตุการณ์ต่าง ๆ จากบริการ AWS ที่หลากหลาย ทั้ง Amazon GuardDuty, Amazon Inspector, และ Amazon Macie รวมไปถึงโซลูชั่นความปลอดภัย APN อื่น ๆ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่ได้นี้จะถูกสรุปอยู่ในแผงควบคุมเดียวกัน ในรูปกราฟและตารางที่นำไปใช้งานได้จริง จุดนี้เองที่ทำให้ผู้ใช้เทรนด์ไมโครมีระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่งมากขึ้น ได้ประสิทธิภาพมากกว่าโดยเปลืองแรงน้อยลง

โครงการด้านช่องทางจัดจำหน่าย

· AWS Marketplace Consulting Partner Private Offers: เทรนด์ไมโครได้เป็น APN Launch Partner สำหรับโครงการใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อแชนแนลพาร์ทเนอร์ ซึ่งโครงการนี้เปิดให้ลูกค้าของ AWS Marketplace และ AWS Marketplace ISV สามารถเจรจาราคาที่ต้องการ และข้อตกลงด้านไลเซนส์สำหรับผู้ใช้งานปลายทางหรือ EULA สำหรับการซื้อซอฟต์แวร์ได้ ทำให้ช่องทางจัดจำหน่ายต่าง ๆ สามารถสนับสนุนให้เกิดการจัดซื้อและนำเทคโนโลยีการย้ายระบบขึ้นคลาวด์ไปติดตั้งได้รวดเร็วมากขึ้น

โครงการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ

· Trend Micro Gender Diversity Program ได้รับการสนับสนุนจาก AWS ซึ่งเทรนด์ไมโครได้ขยายความครอบคลุมของการรณรงค์เรื่องการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อลดช่องว่างทางเพศในกลุ่มพนักงานด้านไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ในชื่อ “Close the Gap” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก AWS ด้วยการนำผู้หญิงยุคใหม่กว่า 30 ท่านที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมงาน re:Invent 2018 มาจัดกิจกรรมชื่อ Girl in Tech ซึ่งเทรนด์ไมโครได้ให้การสนับสนุนการรณรงค์หลากหลายแบบ โดยเฉพาะการตรวจสอบการยอมรับความหลากหลายทางเพศในทีม AWS

ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา เทรนด์ไมโครได้ทุ่มเทเพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมการทำงานบนคลาวด์ของลูกค้ามาโดยตลอด ด้วยความเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มนี้ทำให้นำไปสู่ความร่วมมือกับ AWS อย่างใกล้ชิด เห็นได้จากการได้รับตำแหน่ง APN Advanced Technology Partner จากทางแอมะซอน รวมไปถึงตำแหน่ง AWS Security Competency Partner, AWS Software-as-a-Service (SaaS) Partner, AWS Government Competency Partner, และ AWS Marketplace Seller ด้วย

RICOH ร่วมงาน Sign Asia Expo 2018 โชว์ศักยภาพงานพิมพ์สื่อโฆษณา

RICOH เล็งเห็นความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ จึงได้เข้าร่วมงานจัดแสดงสินค้า Sign Asia Expo 2018 บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในงาน Sign Asia Expo 2018 ซึ่งจัดขึ้น ณ ฮอลล์ 2-3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 8-11 พฤศจิกายน 2561ที่ผ่านมา งานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจกลุ่มสื่อโฆษณา และป้ายประชาสัมพันธ์ โดยเปรียบเสมือนเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคนิค และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญที่ไม่สามารถหาได้ในตำรา แต่ได้มาร่วมแบ่งปันโอกาสในการเพิ่มพูนทักษะความรู้ สร้างสรรค์ผลงานอันน่าประทับใจ และสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนในกลุ่มแวดวงเดียวกัน ซึ่งมีบริษัทต่าง ๆ กว่า 400 บริษัทเข้าร่วมงานในครั้งนี้ โดย RICOH มุ่งหวังที่จะแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมงานพิมพ์จากเครื่องพิมพ์คุณภาพของ RICOH ตอกย้ำมาตรฐานและร่วมยกระดับขีดความสามารถของสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการประชาสัมพันธ์ไปอีกขั้น

RICOH ร่วมงาน Sign Asia Expo 2018 โชว์ศักยภาพงานพิมพ์สื่อโฆษณา

RICOH ร่วมงาน Sign Asia Expo 2018 โชว์ศักยภาพงานพิมพ์สื่อโฆษณา

ภายในงาน Sign Asia Expo 2018 ครั้งนี้ RICOH ได้นำทุกท่านไปพบกับสุดยอดเทคโนโลยีของเครื่องพิมพ์สองรุ่น ได้แก่ RICOH Pro L4160 เครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณาความละเอียดสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีหัวพิมพ์ RICOH GEN5 high-speed piezo และโหมด 7 สี ช่วยเพิ่มความสวยงามและโดดเด่นให้กับงานพิมพ์ และอีกหนึ่งรุ่น ได้แก่ RICOH Pro T7210 เครื่องพิมพ์แบบหน้ากว้าง Flatbed เพื่องานตกแต่งกับความสามารถในการพิมพ์ลงบนวัสดุที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้อง กระจก ไม้อัด อะคริลิก เหล็ก อลูมิเนียม ฯลฯ อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีหมึก Decor UV ซึ่งจะทำให้งานพิมพ์มีความทนทานและยังคงความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ RICOH มุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบสนองความต้องการของงานพิมพ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดความพึงพอใจสูงสุด

งานแนว Marketing ยุคใหม่กับคู่มือที่ทำความเข้าใจง่ายมากๆ

ปริญญาด้านการตลาดที่คุณเพิ่งได้รับคือใบเบิกทางชั้นดีที่จะเปิดประตูพาคุณไปสู่ทางเลือกที่หลากหลายในตลาดแรงงานทุกวันนี้ ใครก็ตามที่มีทักษะทางด้านการตลาดที่ดี มักเป็นที่ต้องการขององค์กรหรือธุรกิจทั่วไปรวมถึง ฟรีแลนซ์ อย่างมาก สายงานทางด้านการตลาดมีมากมายหลายสาย แบ่งได้ตามความเชี่ยวชาญ ความถนัด ทักษะและบุคลิกภาพ หากคุณเป็นหนึ่งในเด็กการตลาดที่เพิ่งจบใหม่และยังไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานการตลาดสายใดแล้วล่ะก็ วันนี้ได้รวบรวม 7 สายงานการตลาดที่สำคัญในยุคปัจจุบัน ทำเป็นคู่มือขนาดย่อที่จะช่วยให้คุณทำความเข้าใจและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าคุณเหมาะกับสายงานใด และสายงานนั้น ๆ มีขีดความต้องการในตลาดแรงงานในปัจจุบันสูงเพียงใดมาฝากกันค่ะ

งานแนว Marketing ยุคใหม่กับคู่มือที่ทำความเข้าใจง่ายมากๆ

งานแนว Marketing ยุคใหม่กับคู่มือที่ทำความเข้าใจง่ายมากๆ

1. Social Media Marketing : งานการตลาดสายโซเชียลมีเดีย

– งานที่เกี่ยวข้อง : มีความสามารถในการใช้บล็อกและโซเชียลมีเดียรูปแบบต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram, Twitter, Pinterest ฯลฯ เพื่อการกระตุ้นการรับรู้และความสนใจในสินค้า บริการหรือแบรนด์นั้น ๆ และสร้างความผูกพันและความรู้สึกในแง่บวกให้เกิดขึ้นกับลูกค้า

– เหมาะกับ : คนที่มีบุคลิกเปิดเผย เป็นนักสื่อสารที่ดี เป็นผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟนตัวยง

– ทักษะที่ควรมี : ความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อดิจิทัลและอินเตอร์เน็ต ชำนาญในการสร้างเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ มีทักษะทางการตลาดออนไลน์ที่แข็งแกร่ง

– ระดับความต้องการในตลาด : ความต้องการสูง การตลาดด้านโซเชียลมีเดียถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีอิทธิพลมากที่สุดในการสร้างแบรนด์หรือสร้างฐานลูกค้าของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน

2. Digital Marketing : งานการตลาดดิจิทัล

– งานที่เกี่ยวข้อง : มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีรูปแบบดิจิทัลต่าง ๆ เช่น Internet, smartphone และ tablets, display advertising และสื่อดิจิทัลทั้งหลายในการโปรโมทสินค้าและบริการ

– เหมาะกับ : คนที่ใช้อินเตอร์เน็ตและซื้อสินค้าบริการต่าง ๆ ผ่านทางออนไลน์เป็นประจำ รักในเทคโนโลยีรูปแบบดิจิทัลและชอบท่องเวป

– ทักษะที่ควรมี : ความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อดิจิตอลและอินเตอร์เน็ต มีความเข้าใจหลักพื้นฐานและการใช้งานด้านการตลาดดิจิทัล และมีความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคออนไลน์

– ระดับความต้องการในตลาด : ความต้องการสูง เพราะการที่แบรนด์ปรากฏอยู่ทางออนไลน์จะเป็นตัวชี้วัดได้เบื้องต้นว่า แบรนด์นั้นมีความน่าเชื่อถือ

3. Corporate Communications : งานสื่อสารองค์กร

– งานที่เกี่ยวข้อง : มีความสามารถในการจัดการการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถทำจดหมายข่าวสารภายในองค์ก จดบันทึก ทำอีเมลประกาศข่าวสาร รวมถึงการสื่อสารนอกองค์กร โดยบทความบนเวปไซต์ โซเชียลมีเดีย ใช้ช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ในการสร้างข่าวประชาสัมพันธ์ การที่ผู้บริหารขององค์กรไปร่วมงานอีเวนท์ต่าง ๆ และสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้

– เหมาะกับ : ผู้ที่ชอบติดต่อสื่อสาร คนบุคลิกเปิดเผย ชอบเข้าสังคม มีความมั่นใจในตนเอง

– ทักษะที่ควรมี : ความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาทั้งพูดและเขียน เป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ดี สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อ เป็นนักสร้างคอนเทนท์

– ระดับความต้องการในตลาด : ความต้องการสูง องค์กรใหญ่ ๆ โดยมากจะมีแผนกสื่อสารองค์กรเพื่อบริหารจัดการการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรในหลาย ๆ ระดับ

4. Brand Management : งานบริหารแบรนด์สินค้า

– งานที่เกี่ยวข้อง : มีความสามารถในการจัดการภาพลักษณ์ขององค์กร การวางตำแหน่งของสินค้าและบริการ, การบริหารจัดการการเติบโตขององค์กรระหว่างสื่อและลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ

– เหมาะกับ : กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ ก็อปปี้ไรท์เตอร์ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด

– ทักษะที่ควรมี : มีความเข้าใจและมีประสบการณ์ในการสร้างแบรนด์และเชี่ยวชาญในทางปฏิบัติ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะในการสื่อสารระดับดีมาก

– ระดับความต้องการในตลาด : ความต้องการสูง ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จโดยมากและองค์กรใหญ่ ๆ ต้องการทีมเก่ง ๆ ที่ช่วยบริหารจัดการภาพลักษณ์ขององค์กรเพื่อสร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่ดีที่มีต่อองค์กรของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

5. Copywriter : งานเขียนคำโฆษณา

– งานที่เกี่ยวข้อง : มีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้าง “คำ” ที่เป็นจุดขายที่น่าสนใจ เพื่อกระตุ้นและดึงดูดความสนใจเพื่อให้ได้กระแสและปฏิกิริยาตอบรับจากผู้รับสารได้ทันที

– เหมาะกับ : นักสื่อสารที่หลงใหลในการเขียน นักคิดที่สามารถอยู่ในใจของผู้รับสารได้

– ทักษะที่ควรมี : มีทักษะการเขียนที่ยอดเยี่ยม เป็นนักคิดสารที่สร้างสรรค์ มีความเข้าใจศาสตร์ของการสื่อสารในยุคดิจิทัลเป็นอย่างดี

– ระดับความต้องการในตลาด : ความต้องการสูง ก็อปปี้ไรท์เตอร์เก่ง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของแบรนด์ในชั่วพริบตา เหมือนกับโลโก้แบรนด์ที่ใช่จะส่งผลให้เกิดความรู้สึกแตกต่างที่มีต่อแบรนด์ได้

6. E-Commerce : งานอีคอมเมิร์ซ

– งานที่เกี่ยวข้อง : สามารถให้ประสบการณ์การซื้อของออนไลน์ที่ดีที่สุดกับลูกค้าได้

– เหมาะกับ : นักออกแบบเวปไซต์ กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ นักพัฒนาโปรแกรม นักพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้งานออนไลน์ (UX Designer) นักการตลาดดิจิทัล ก็อปปี้ไรท์เตอร์

– ทักษะที่ควรมี : มีทักษะการเขียนและออกแบบโปรแกรมต่าง ๆ ที่ดี อินเทรนด์อยู่เสมอ รู้จักการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซขั้นพื้นฐาน มีความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคออนไลน์เป็นอย่างดี

– ระดับความต้องการในตลาด : ความต้องการสูง เพราะคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันหันมาซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ผ่านทางคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

7. Event Management : การจัดการงานอีเวนท์

– งานที่เกี่ยวข้อง : ออกแบบ วางแผน และจัดการงานอีเวนท์ตามความต้องการของลูกค้า

– เหมาะกับ : นักเข้าสังคมตัวยงที่รู้ว่าอะไรอินเทรนด์ อะไรที่กำลังเป็นกระแสในยุคนี้ นักคิด นักเจรจา และนักวางแผน

– ทักษะที่ควรมี : มีทักษะการบริหารจัดการที่ดี มีความละเอียดในการวางแผน กว้างขวาง แก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์

– ระดับความต้องการในตลาด : ความต้องการสูง โดยเฉพาะในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องการสร้างความประทับใจที่น่าจดจำและสัมผัสได้กับลูกค้าผ่านทางงานอีเวนท์ เพื่อเพิ่มภาพจำในทางบวกให้กับแบรนด์ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและกระตุ้นยอดขาย

ข้อดีของการเป็นเด็กจบใหม่ก็คือ คุณสามารถเลือกสายงานตามความถนัดและมีทางเลือกที่จะทำอะไรก็ได้ สิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้คือการหาประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด และพยายามลองทำงานที่หลากหลายเพื่อดูว่างานใดที่เอื้อต่อการแสดงความสามารถของคุณได้เต็มที่ โลกอยู่ในกำมือคุณแล้ว

ทิพยประกันภัยเปิดตัว โครงการ TIP Gateway ระบบเชื่อมต่อการทำงานกับ Startup

เดินหน้าสู่ความเป็นผู้นำด้าน Digital Insurance อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการมอบหมายให้ Acrosure ออกแบบและพัฒนาระบบ ทิพยประกันภัยเปิดตัว “Tip Gateway, powered by Acrosure” ซึ่งเป็นระบบ “Self-serve Insurance API Gateway” ขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Insure with Partner” ชูจุดเด่นอยู่ที่การเปิดให้ Tech Startup เข้ามาเชื่อมต่อด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดขั้นตอนของการทำงานได้เป็นอย่างดี ทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถออกแบบความคุ้มครองในรูปแบบใหม่ๆที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้ตามที่ต้องการ พร้อมเผยโฉมห้อง “TIP Inspiration Chamber (TIP IC)” ที่ถูกออกแบบมาให้เป็น “Innovative Co-Working Space” เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของสตาร์ทอัพ

ทิพยประกันภัยเปิดตัว โครงการ TIP Gateway ระบบเชื่อมต่อการทำงานกับ Startup

ทิพยประกันภัยเปิดตัว โครงการ TIP Gateway ระบบเชื่อมต่อการทำงานกับ Startup

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับธุรกิจประกันภัยเป็นอย่างมาก การใช้กลยุทธ์ทำการตลาดจะต้องสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตอลที่ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก รวมถึงทางบริษัทฯมีแนวทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนทิพยประกันภัยให้ก้าวสู่การเป็น Digital Insurance Company อย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ ประกอบกับปัจจุบันนี้ “สตาร์ทอัพ” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจประกันภัยเป็นจำนวนมาก ทั้งในส่วนที่เป็นการขายกรมธรรม์และการให้บริการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย โดยทิพยประกันภัยได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงมีแผนที่จะสนับสนุนสตาร์ทอัพให้เป็นช่องทางใหม่ในการที่ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของทิพยประกันภัยในรูปแบบดิจิตอลได้จากทุกช่องทาง

ล่าสุด ทิพยประกันภัย ได้มอบหมายให้ Acrosure ทำการพัฒนาระบบ Insurance API Gateway ภายใต้ชื่อ TIP Gateway, powered by Acrosure เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับระบบประกันภัยเพื่อนำเสนอประกันให้กับลูกค้าได้จากระบบได้ทันที ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงประกันภัยได้ง่าย มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว โดยทิพยประกันภัยถือเป็นบริษัทประกันรายแรกในโลก ที่เปิดให้บริการ Insurance API Gateway แบบ Self-Serve และพร้อมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านต่างๆให้กับสตาร์ทอัพทุกรายที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจร่วมกับทิพยประกันภัย

นอกจากนี้ทิพยประกันภัยยังเปิดตัวห้อง “TIP Inspiration Chamber (TIP IC)” ที่ถูกออกแบบมาด้วยคอนเซ็ปต์ Innovative Co-Working Space ภายในห้องเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย รองรับการใช้งานด้วยเทคโนโลยีต่างๆ โดยห้อง Inspiration Chamber ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้ Tech Startup ได้เข้ามาใช้พื้นที่ในการบ่มเพาะความคิด รวมถึงพัฒนานวัตกรรม และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพในมิติต่างๆ อาทิ Business Know-how และ Regulatory Requirement Support เป็นต้น เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการสร้างธุรกิจได้

ทางด้าน นายกิตติชัย จิรสุขานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Acrosure (อะโครชัวร์) จำกัด กล่าวว่า TIP Gateway, powered by Acrosure นี้เป็น Insurance API Gateway ที่มีเป้าหมายให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเชื่อมต่อเพื่อสร้างแอปพลิเคชันให้บริการประกันในรูปแบบดิจิตอลได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ชุดคำสั่งยังถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย มีความปลอดภัยสูง และยังมีเครื่องมือที่จำเป็น อาทิ ระบบตรวจสอบข้อผิดพลาด ระบบรายงาน และส่งข้อมูลให้กับลูกค้าที่ครบครัน ซึ่งจะช่วยให้การเริ่มทำธุรกิจประกันเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

ระบบ TIP Gateway, powered by Acrosure พร้อมเป็น infrastructure ให้กับทุกสตาร์ทอัพที่ต้องการให้บริการประกันภัยหรือสร้างธุรกิจ InsurTech พร้อมช่วยออกแบบเงื่อนไขการประกันแบบใหม่ ๆ ให้ตรงตามความต้องการของแต่ละสตาร์ทอัพ โดยงานนี้ TIP Gateway ได้ทำการเปิดตัวความร่วมมือกับสตาร์ทอัพชั้นนำในไทย ได้แก่

– BUILK บริษัทด้านระบบบริหารธุรกิจก่อสร้าง ที่ทำให้ผู้รับเหมาสามารถซื้อประกันก่อสร้างได้จากภายในแอปพลิเคชั่น

– SHIPPOP บริษัทให้บริการส่งพัสดุ ที่ร่วมกับทิพยประกันภัยและ Acrosure ให้บริการประกันขนส่งสินค้าแบบรายเที่ยว ที่ราคาเริ่มต้นเพียงไม่กี่บาท

– Tourkrub ศูนย์รวมแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ให้บริการประกันท่องเที่ยวกับลูกค้าผ่านระบบของ Acrosure

– Drivemate ผู้ให้บริการรถเช่า ร่วมมือกับทิพยประกันภัยและ Acrosure ในการประกันรถให้กับผู้เช่า

 

– Cleverse เปิดตัวระบบซื้อผลิตภัณฑ์ของทิพยประกันภัย ผ่าน LINE ที่มีประสบการณ์การใช้งานที่ง่าย ไม่ซ้ำซ้อน และอาศัย API ของ Acrosure ช่วยให้สามารถออกกรมธรรม์ได้ในทันที นายกิตติชัยกล่าว

TIP Gateway, powered by Acrosure นี้ถือเป็นการปฏิรูปธุรกิจประกันภัยครั้งสำคัญ และเป็นการเปิดโลกของการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจประกันภัยเข้ากับ Tech Startup ได้อย่างลงตัว เพื่อให้ทิพยประกันภัยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Digital Insurance เต็มรูปแบบอย่างแท้จริง โดยผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://acrosure.com