ใครกังวลกลัวเป็นโรค ตกเทรนด์ ต้องอ่านมาเช็กลิสต์อาการ FOMO กันดีกว่า

FOMO

ช่วงนี้อะไรๆ ก็หมุนไวไปหมด แม้กระทั่งเทรนด์ต่างๆ ทั้ง Hashtag ต่างๆ หรือร้านคาเฟ่เด็ดๆ ที่ต้องไปถ่ายรูปลองชิมอาหาร หรือการทำงานในแวดวงต่างๆ แม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็ต้องตามเทรนด์ตลอดเวลา บางครั้งหากเราตามไม่ทันเริ่มทำให้มีอาการหงุดหงิด ผิดหวังกับตัวเองเล็ก ๆ จนเกิดความรู้สึกแปลกแยกขึ้นมาซะอย่างงั้น ถ้าคุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้ คุณอาจกำลังเข้าข่ายมีอาการ FOMO โดยไม่รู้ตัว !

FOMO ย่อมาจาก Fear of missing out คือ อาการกลัวตกข่าว กลัวตกเทรนด์ ทำให้รู้สึกกังวลว่าตัวเองจะพลาดเรื่องอะไรไปตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องฮิต ประเด็นร้อนในสังคม หรือแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ที่คุยกันในแชทหรือในกลุ่มเพื่อนสนิทก็ด้วย จนทำให้รู้สึกเป็นกังวล แปลกแยกจากกลุ่ม จนเกิดความเครียดกับตัวเอง และอาจส่งผลถึง self-esteem ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นตามมา

หลายคนอาจคิดว่าอาการกลัวตกข่าวเพิ่งจะมีเมื่อเราเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ข่าวสารกระจายได้ไวยิ่งกว่าจรวด แต่ความเป็นจริงแล้ว คำว่า FOMO ถูกบัญญัติขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 โดย ดร.แดน เฮอร์แมน (Dr. Dan Herman) จากการวิจัยเพื่อสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด เพราะไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ยุคไหน ก็อยากรู้เรื่องของคนอื่นไม่ต่างกัน พอมาถึงยุคที่คนมีพฤติกรรม Hyper connected เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตพร้อมรับข่าวสารตลอดเวลา คำนี้จึงถูกนำมาใช้อธิบายอาการของคนติดโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี

จากงานวิจัยของ Carleton University และ McGill University ที่ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ.2018 ได้ทดลองเรื่องนี้กับนักศึกษากลุ่มหนึ่ง โดยให้พวกเขาเขียนไดอารี่ในแต่ละวันจากลิงก์ที่ส่งไปให้บนสมาร์ทโฟน ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลอง มักจะเกิดอาการกลัวตกข่าวในช่วงสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะกับคนที่มีภาระส่วนตัว เช่น การเรียนหรือการทำงาน มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการกลัวตกข่าวมากกว่าคนอื่น จนทำให้เกิดความเครียดและอาการนอนไม่หลับ อาจเป็นเพราะคนที่มีภาระส่วนตัว อาจจะพลาดการพักผ่อนและขาดอิสระในการใช้ชีวิต ทำให้พอถึงช่วงเวลาสุดสัปดาห์ที่ควรเป็นเวลาพักผ่อน กลับไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนอื่น อาจทำให้พวกเขารู้สึก ‘พลาด’ อะไรบางอย่างไป

อีกงานวิจัยหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์บน Brazilian Journal of Psychiatry ก็พูดถึงจำนวนครั้งของการเช็กโซเชียลมีเดียบนสมาร์ทโฟนเช่นกัน ว่ายิ่งเราเช็กมากเท่าไหร่ยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการกลัวตกข่าวมากเท่านั้น โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศหรืออายุ ทำให้อาจสรุปได้ว่า อาการกลัวตกข่าวอาจมีผลต่อความพึงพอใจในชีวิต จากการเสพข่าวและรับรู้เรื่องราวชีวิตคนอื่นผ่านสื่อโซเชียล

พฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่ใช้เวลาบนโลกออนไลน์เฉลี่ย 9 ชั่วโมง 11 นาทีต่อวัน ผลสำรวจในปี 2020 พบว่าคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ต ผ่านสมาร์ทโฟนสูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการไถฟีดในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook Instagram Twitter Tiktok และดูคอนเทนต์บน Video Streaming อย่าง Netflix ทำให้คนไทยประมาณ 25.3 ล้านคน มีพฤติกรรมเสพติดอินเทอร์เน็ตเข้าข่ายอาการ FOMO โดยที่มีคน Gen Z และ Gen Millennials เสพติดอินเทอร์เน็ตมากที่สุด เนื่องจากประชากรกลุ่มนี้เกิดและเติบโตมาพร้อมกับยุคดิจิทัล ทำให้สามารถปรับตัวรับกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและพร้อมใช้ชีวิตประจำวันกับเทคโนโลยีตลอดเวลา